ชื่อสมุนไพร ขมิ้นชัน
ชื่ออื่นๆ ขมิ้น, ขมิ้นแดง, ขมิ้นหยวก, ขมิ้นหัว, ขมิ้นแกง (เชียงใหม่), ขี้มิ้น (ภาคใต้), ตายอด (กะเหรี่ยงกำแพงเพชร), สะยอ (แม่ฮ่องสอน), หมิ้น (ตรัง)
ชื่อสามัญ Turmeric
ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa Linn.
วงศ์ ZINGIBERACEAE

สรรพคุณ
– แก้ไข้เรื้อรัง
– รักษาอาการผอมเหลือง
– แก้โรคผิวหนัง
– แก้ท้องร่วง
– สมานแผล
– ขับลม
– รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย
– รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
องค์ประกอบทางเคมีของขมิ้นชัน
สารกลุ่มเคอร์คิวมินนอยด์ (curcuminoids) ประกอบด้วย เคอร์คูมิน(curcumin),monodesmethoxycurcumin, bisdesmethoxycurcumin
น้ำมันระเหยง่าย (volatile oil) มีสีเหลืองอ่อน สารหลักคือเทอร์เมอโรน (turmerone) 60%, ซิงจิเบอรีน (zingiberene) 25%, borneol, camphene, 1, 8 ciniole , sabinene, phellandrene
องค์ประกอบทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอาการ dyspepsia
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันพบว่า เหง้าขมิ้นชัน ประกอบด้วยสารสําคัญ 2 กลุ่มคือ curcuminoids ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ให้สีเหลืองส้ม มีประมาณ 1.8–5.4% ประกอบด้วย curcumin และสารอนุพันธ์ของ curcumin ได้แก่ demethoxy curcuminและ bisdesmethoxycurcumin และสารสําคัญอีกกลุ่มหนึ่งคือน้ำมันหอมระเหย (volatile oils) สีเหลืองอ่อน ที่มีอยู่ประมาณ 2 – 6% ประกอบด้วยสารประกอบmonoterpenes และ sesquiterpenes เช่น turmerone, zingeberene, curcumene, borneol เป็นต้น
ฤทธิ์ทางเภสัชของขมิ้นชัน
• มีการวิจัยฤทธิ์ของขมิ้นชันต่อการต้านไวรัส พบสารเคอร์คูมิน และเคอร์คูมินโบรอนคอมเพล็กซ์คลอไรด์ สามารถยับยั้งเอนไซม์เอช ไอ วี โปรทีเอส 1 และ 2 (HIV-1 protease,HIV-2 protease) และพบสารเคอร์คูมินอยด์สามารถยับยั้งเอนไซม์เอช ไอ วี อินทิเกรส 1 (HIV-1 integrase) เอนไซน์โทโพไอโซเมอเรส 1 และ 2 (topoisomerase I,II)
• มีการวิจัยฤทธิ์ของขมิ้นชันกับหนูที่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ด้วยการให้หนูกินน้ำมันขมิ้นชัน 25% และ 5% พบว่า ขมิ้นชันสามารถยังยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็งได้ ด้วยการลดจำนวนเซลล์ และขนาดของเซลล์มะเร็ง
• ฤทธิ์ลดการเกิดแก๊สในทางเดินอาหาร Bhavanishankar และคณะ21 ทําการศึกษาในหลอดทดลอง (in vitro) ถึงฤทธิ์ของ curcumin และสารสกัดแอลกอฮอล์จากเหง้าขมิ้นชัน พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดแก่สโดยไม่มีผลยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียEscherichia coli อย่างมีนัยสําคัญ ในขณะที่ผงขมิ้นชันและส่วนที่เป็นน้ำมันของขมิ้นชันไม่มีผลยับยั้งการเกิดแก๊ส โดย curcumin และสารสกัด แอลกอฮอล์เข้าจับกับ iron ทําให้เกิดการยับยั้งการสร้างเอนไซม์ formichydrogenlyase เป็นผลให้ลดการสร้างแก๊ส ลดการนํากลูโคสไปใช้ของ E. coli และทําให้เกิดความเป็นกรดมากขึ้น
รายงานการศึกษาวิจัยของ Bhavani และคณะ 9 เกี่ยวกับผลของ curcumin ต่อการเกิดแก๊สในทางเดินอาหาร ทําการศึกษาเป็น 2 ส่วน คือ ในหลอดทดลอง (in vitro) และในหนูขาว (rat) โดยในหลอดทดลอง เมื่อใส่ curcumin ปริมาณ 0.005% ถึง 0.035% ลงในอาหารที่มีเชื้อ Clostridium perfringens พบว่ามีการสร้างแก๊สลดลง และเมื่อใส่ curcumin ในปริมาณ 0.05% พบว่าไม่มีการ สร้างแก๊สขึ้นเลย โดยผลที่เกิดขึ้นนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับฤทธิ์การเป็น antibacterial ของ curcumin เนื่องจากพบว่า curcumin ในปริมาณ 0.035% ไม่มีผลลดการนํากลูโคสไปใช้ของเชื้อ Clostridium perfringens
ส่วนการศึกษาในหนูขาว (rat) เมื่อให้อาหารที่ทําให้เกิดแก๊ส (chickpea flour diet) เกิดการสร้างแก๊สขึ้น 3.45 มล. เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ให้อาหารปกติ เกิดการสร้างแก๊สขึ้น 1.36 มล. เมื่อให้ curcumin ร่วมกับchickpea flour diet พบว่าการสร้างแก๊สลดลงจนถึงระดับปกติเมื่อให้ curcumin ในปริมาณ 0.1%
• รักษาอาการข้อเข่าอักเสบ เมื่อใช้สารสกัดวันละ 2 กรัม นาน 6 สัปดาห์ ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมอักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุ สามารถลดความเจ็บปวดเมื่อเดินบนพื้นราบ และเมื่อขึ้นลงบันได โดยมีประสิทธิผล และความปลอดภัยเท่ากับยาไอบิวโพรเฟน
• ฤทธิ์ต้านการอักเสบ Arora และคณะ26 ได้ทําการศึกษาสารจากเหง้าขมิ้นชันที่สกัดด้วย petroleum ether และแยกได้สารออกมา 2 ส่วน โดยสารส่วนแรกมีลักษณะเป็นน้ำมันสีแดงเข็มที่มีความหนืดสูง และสารอีกส่วนหนึ่งเป็นผลึกของแข็งสีขาว นําสารดังกล่าวไปทดสอบฤทธิ์การต้านการอักเสบในหนูขาว (rat) ที่ทําให้หนูขาวได้เท่ากับ 12.2 กรัม/กิโลกรัม การศึกษาพิษวิทยากึ่งเฉียบพลัน (subacute toxicity) โดยใช้สารสกัดในขนาด 1 และ 2 กรัม/กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ไม่พบการเกิดพิษอย่างมีนัยสําคัญ
Ghatak และคณะ27 ศึกษาเปรียบเทียบฤทธิ์ต้านการอักเสบระหว่าง curcumin กับสารอนุพันธ์ของcurcumin ที่ละลายน้ำได้ ได้แก่ sodium curcuminate และ potassium curcuminate โดยใช้ hydrocortisoneacetate เป็นสารมาตรฐานในการเปรียบเทียบ ทําการทดลองในหนูขาว (rat) ด้วยวิธี carrageenin-induced ratpaw edema และวิธี formalin-induced arthritis ผลการศึกษาพบว่า sodium curcuminate มีฤทธิ์ต้านการอักเสบดีกว่า curcumin และ hydrocortisone acetate โดยวิธี carrageenin-induced rat paw edema ค่าED50 ของ curcumin และ sodium curcuminate มีค่าเท่ากับ 2.10 มก./กก. และ 360 มคก./กก. ตามลําดับและวิธี formalin-induced arthritis ค่า ED50 ของ sodium curcuminate มีค่าเท่ากับ 144 มคก./กก.
• ฤทธิ์ขับน้ำดี Ramprasad และคณะ37 ทําการศึกษาฤทธิ์ของ curcumin และน้ำมันหอมระเหย ของขมิ้นชันต่อการขับน้ำดี โดยทําการทดลองในสุนัขที่ถูกทําให้สลบ พบว่าการให้ sodium curcuminate ทางหลอดเลือดดําในขนาด 25 มก./กก. มีฤทธิ์กระตุ้นการขับน้ำดีเพิ่มขึ้นเกือบ 100% โดยไม่มีผลกระทบต่อความดันโลหิตและการหายใจของสัตว์ทดลอง ส่วนน้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์กระตุ้นการขับน้ำดีน้อยกว่า
Ramprasad และคณะ38 ทําการศึกษาฤทธิ์ของ sodium curcuminate ต่อการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของน้ำดี โดยทําการทดลองในสุนัขที่ถูกทําให้สลบ พบว่าเมื่อฉีด sodium curcuminate เข้าหลอดเลือดดําในขนาด 5, 10, 25 มก./กก. พบว่ามีผลเพิ่มปริมาณน้ำดี แต่ลดปริมาณส่วนประกอบที่เป็นของแข็ง และยังพบว่ามีการขับ bile salt, bilirubin และ cholesterol เพิ่มขึ้น แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของกรดไขมัน
Deters และคณะ39 ทําการศึกษาฤทธิ์ของ curcumin ในการป้องกัน cyclosporin ที่มีผลลดการหลั่งbilirubin และ biliary cholesterol และอิทธิพลของ cyclosporin และสาร metabolites ต่อการขับน้ำดี ทําการทดลองในหนูขาว (rat) โดยให้ curcumin ทางหลอดเลือดดําในขนาด 25 และ 50 มก./กก. หลังจากเพิ่มขนาดcurcumin ในอัตราเร็ว 30 มคล./กก./นาที เป็นเวลา 30 นาที พบว่ามีการขับน้ำดี bilirubin และ biliarycholesterol เพิ่มขึ้น 200, 150 และ 113% ตามลําดับ
การให้ cyclosporin ทางหลอดเลือดดํา 30 มก./กก. เป็นเวลา 30 นาที มีผลลดการขับน้ำดี bilirubinและ biliary cholesterol ลงจากระดับปกติ 66, 33 และ 33% ตามลําดับ หลังจากนั้น 30 นาที ให้ curcuminทางหลอดเลือดดําในขนาด 25 และ 50 มก./กก. พบว่ามีการขับน้ำดีเพิ่มขึ้น 130% ในเวลา 1 ชั่วโมง มีการขับbilirubin และ biliary cholesterol เพิ่มขึ้น 100% ภายในเวลา 30 และ 150 นาที ตามลําดับ
• ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Banerjee และคณะ46 ทําการศึกษาคุณสมบัติในการต้านจุลชีพของน้ำมันหอมระเหยจากขมิ้นชันในหลอดทดลอง (in vitro) กับเชื้อในกลุ่ม saprophytic, กลุ่มเชื้อก่อโรคในพืช กลุ่มเชื้อก่อโรคในมนุษย์ทั้งแบคทีเรียและเชื้อรา พบว่าน้ำมันหอมระเหยมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมลบและเชื้อราก่อโรคได้ดี Shankar และคณะ47 ทําการศึกษาผลของขมิ้นชันต่ออัตราการเติบโตและการสร้างกรดของเชื้อแบคทีเรียในลําไส้บางชนิด พบว่าขมิ้นชันมีผลยับยั้งการเติบโตและการสร้างกรดของเชื้อ Lactobacilli ในขณะที่กระตุ้นการเติบโตและการสร้างกรดของเชื้อ Streptococci และ E. coli เล็กน้อย โดย minimum effectiveconcentration ของขมิ้นชันมีค่า 0.5%
Shankar และคณะ48 ทําการศึกษาผลของสารสกัดส่วนต่างๆ จากเหง้าขมิ้นชันต่ออัตราการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในลําไส้เล็ก แบคทีเรียก่อโรค และแบคทีเรียที่สร้างสารพิษ โดยพบว่าสารสกัดส่วนที่เป็นน้ำมัน(turmeric oil) ของขมิ้นชันมีผลยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้ ส่วนสาร curcumin ไม่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของเชื้อ Staphylococcus aureus และ Bacillus aureus สารสกัดในส่วนแอลกอฮอล์ และสารสกัดส่วนที่เป็นน้ำมันมีผลเหนี่ยวนําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเชื้อ Streptococci, Lactobacilli และStaphylococci
อัญชลี อินทนนท์ และคณะ51 ได้ทําการทดลองใช้ขมิ้นชันรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้อง ซึ่งเชื่อว่าเป็นอาการของโรคแผลเป่ปติค (peptic ulcer) โดยเปรียบเทียบกับการใช้ไตรซิลิเกต (trisilicate) ซึ่งเป็นยาลดกรดขององค์การเภสัชกรรม ได้ผลดังนี้ คือ อาการดีขึ้นมากหลังรักษาด้วยขมิ้นชันครบ 12 สัปดาห์ จํานวน 15 รายคิดเป็น 88 % หายปกติ 1 ราย คิดเป็น 5.8% อาการดีขึ้นมากหลังรักษาด้วยไตรซิลิเกต 5 ราย คิดเป็น 50% หายปกติ 4 ราย คิดเป็น 40%
ฉวีวรรณ พฤกษ์สุนันท์ และคณะ52 ทําการศึกษาผลของขมิ้นชันแคปซูลในการรักษาโรคแผลเปื่อยด้วยวิธีการส่องกล้องในผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหาร และลําไส้เล็กดูโอดีนัมที่มีอาการปวดท้อง โดยให้ขมิ้นชันในรูปแคปซูลขนาด 250 มก. รับประทานครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงและก่อนนอน ทําการส่องกล้องตรวจตั้งแต่เริ่มการรักษาและเมื่อครบ 4, 8 และ 12 สัปดาห์หลังการรักษา มีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจนสิ้นสุดการศึกษา ทั้งสิ้น 10 ราย เป็นชาย 8 ราย และหญิง 2 ราย มีอายุระหว่าง 16 -60 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (8 ราย) มีแผลเปื่อยในลําไส้เล็กดูโอดีนัม และอีก 2 รายเป็นแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารขนาดแผลที่พบมีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 0.5-1.5 ซม. จากผู้ป่วยทั้งสิ้น 10 ราย มีการหายของแผลเป็นปกติภายใน 4 สัปดาห์ 5 ราย (50%) หรือหายเป็นปกติภายใน 4 ถึง สัปดาห์ 7 ราย (70%)

